ข้อควรรู้ก่อนทำ สัญญาจะซื้อ-ขายบ้าน ต้องดูอะไรบ้าง

ข้อควรรู้ก่อนทำ สัญญาจะซื้อ-ขายบ้าน ต้องดูอะไรบ้าง

30 เมษายน 2564

เมื่อคิดจะซื้อ-ขายบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์ มักจะได้ยินคำว่าสัญญาซื้อขาย และสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งมีชื่อเรียกที่คล้ายกัน หากผู้ซื้อหรือผู้ขายไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของสัญญาหรือลงชื่อผิดสัญญา ก็อาจเป็นปัญหาได้ในภายหลัง ดังนั้นเพื่อความกระจ่าง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจึงต้องทำความเข้าใจว่า สัญญาจะซื้อจะขายกับสัญญาซื้อขายคืออะไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง


ข้อควรรู้ก่อนทำสัญญาซื้อขาย-02.jpg
 

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีการวางมัดจำประมาณเท่าไหร่

โดยหากเป็นบ้านมือสองโดยทั่วไปจะวางเงินมัดจำในช่วง 10,000 ถึง 20,000 บาท หรือประมาณ 5-10% ของราคาขายที่ตกลงกัน หากเป็นมือหนึ่ง การมัดจำเป็นเงินจองเพียง 1-5% ขึ้นอยู่แต่ละโครงการ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้จะซื้อและผู้จะขายมากกว่า

การกำหนดระยะเวลา

การกำหนดระยะเวลาจะกำหนดให้ชำระเงินส่วนที่เหลือจากมัดจำในช่วง 1-3 เดือนนับจากสัญญา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มากพอที่ผู้จะซื้อสามารถทำการกู้เงินเพื่อขอสินเชื่อต่างๆได้
  

วิธีการเขียน สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ชื่อของคู่สัญญา

ในสัญญาต้องมี ชื่อ สกุล ของทั้งสองฝ่าย โดยฝั่งผู้จะขายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่มีชื่อในโฉนด โดยหาในโฉนดกี่คนต้องเขียนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกคนลงในสัญญาทั้งหมด แต่ผู้ซื้อจะใช้ชื่อกี่คนก็ได้
 

อสังหาริมทรัพย์ที่ตกลงจะซื้อจะขาย

อสังหาริมทัพย์ที่ตกลงจะซื้อขาย โดยต้องระบุให้ชัดเจนและครบถ้วนว่าตกลงจะซื้อขายอะไร เช่น ที่ดินมีกี่ตารางวา โดยหากในที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างก็ต้องระบุลักษณะขอองอาคารด้วย อีกทั้งในส่วนส่วนควบอื่นๆ ที่ต้องการซื้อขายก็ต้องระบุไปในสัญญาให้ครบด้วย ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ แทงค์น้ำ มิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟฟ้า แอร์ และอื่นๆ โดยอาจจะเป็นใบแนบท้ายในสัญญาก็ได้

 

สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน กับราคาที่ต้องระบุ

การระบุราคาซื้อขายต้องเป็นตัวเลขซื้อขายเหมารวม หรือจะซื้อขายเป็นราคาต่อตารางวา กรณีที่ซื้อขายเฉพาะที่ดิน หรือเป็นตารางเมตร กรณีซื้อขายห้องชุดก็ได้

 

การชำระเงิน

ขึ้นอยู่กับการตกลงกันทั้งสองฝ่าย เช่น ผู้ซื้อวางมัดจำก่อนส่วนหนึ่งและจ่ายที่เหลือทั้งหมดในวันโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะซื้อแน่นอน หรือจำหนดการผ่อนเป็นงวด ๆ จนหมดแล้วค่อยไปโอนกรรมสิทธิ์ก็ได้หรือชำระทั้งหมดก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน

 

กำหนดเวลาการโอนกรรมสิทธิ์

สิ่งสำคัญที่สุดของสัญญาจะซื้อขาย โดยสัญญาต้องระบุว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์กันในภายหน้าซึ่งจะกำหนดในวันที่ในสัญญาหรือเป็นเงื่อนไขก็ได้เช่นกัน เช่น โอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว เป็นต้น แม้ว่าทางกฎหมายไม่ได้บังคับเรื่องการทำสัญญาจะซื้อจะขาย แต่การทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านเป็นการแสดงเจตนาของผู้ซื้อว่าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้จะขาย โดยจะวางเงินมัดจำเป็นการประกันว่าจะซื้อจะขายกัน และจะโอนกรรมสิทธิ์ขึ้นภายในช่วงระยะเวลาที่เขียนกำหนดเอาไว้ในสัญญา

นอกจากจะเป็นหลักประกันว่าผู้จะซื้อจะมีการซื้อจริงแล้ว ยังเป็นหลักประกันว่าผู้จะขายจะไม่ขายอสังหาริมทรัพย์นี้ให้กับบุคคลอื่น หากผู้จะซื้อเกิดทำผิดสัญญา ผู้จะขายสามารถยึดเงินมัดจำได้ แต่หากผู้จะขายนั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญา ก็จะสามารถเรียกเงินมัดจำคืน และฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายได้ โดยก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายบ้านต้องอ่านข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะเซ็นชื่อเพื่อความปลอดภัยและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
 


สำหรับผู้ที่กำลังหาซื้อบ้านพร้อมอยู่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สามารถเลือกชมได้ที่นี่

>> https://www.bangkokassets.com/recommendbybangkok.html

 

ผู้ที่สนใจฝากขาย บ้านมือสองในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล บ้านมือสองนนทบุรี กับบางกอก แอสเซทฯ

สามารถติดต่อได้ที่นี่ กรอกข้อมูลบ้าน และช่องทางติดต่อกลับ >> คลิกที่นี่ <<